เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ทริคเล็กๆ ง่ายนิดเดียว

 

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือเรื่องซ่อมแซมรถยนต์เลย โดยเฉพาะผู้หญิง หรือผู้ที่ซื้อรถยนต์แต่ไม่เคยศึกษาเรื่องรถยนต์มาก่อน ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่า ต้องเกิดเหตุการณ์อย่างไร หรือต้องตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ก่อนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น Ford new Ranger MG 3 Chevrolet new cruze หรือจะเป็นแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

อาการต่างๆ ที่เกิดกับรถยนต์ เช่นเครื่องยนต์ดับ สตาร์ทไม่ติด ผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักสันนิษฐาน มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จึงควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ และบางคนยังมีคำถามว่าแล้วแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ ดูได้จากอะไร ดูกันยังไง เพราะ หากเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว แต่อาการของเครื่องยนต์ที่สตาร์ทไม่ติดก็ไม่ได้หายไป จะทำอย่างไร คำถามต่างๆ มากมายเหล่านี้ ล้วนมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยศึกษาหรือรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย

ทริคเล็กๆ ที่ผู้เชียวชาญใช้ในการสังเกตว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อไหร่ หรือแบตเตอรี่เสื่อม หรือหมดสภาพ ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ทำได้ง่ายๆ แต่สำหรับเรา คนใช้รถก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้ร้านซ่อมรถยนต์หลอก แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมากเพียงเพราะแบตเตอรี่ เรามาดูกันว่าจะสังเกตอย่างไรให้รู้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม หรือควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เมื่อไหร่

prius

Cf photo Toyota prius

  1. ใช้มือตรวจสอบ

สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือการใช้อุปกรณ์หรือสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ช่วยในการตรวจสอบ วิธีการก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ ให้ใช้มือไปสัมผัสข้างๆของแบตเตอรี่รถยนต์ ขอเน้นนะว่าสัมผัส ลูบๆ คลำๆ นั่นแหละ ใช่เลย เพื่อตรวจสอบว่าไอ้เจ้าแบตเตอรี่ของเรามันบวมไหม เพราะหากบวม รถเราก็ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ ซึ่งช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 90% ของรถยนต์ที่สตาร์ทไม่ติด สาเหตุหรือความเป็นไปได้เกิดจากแบตเตอรี่เสื่อม ซึ่งหากแบตเสื่อมก็ต้องบวมอย่างแน่นอน ให้ลองจินตนาการถึงแบตโทรศัพท์สิ หากเสื่อมสภาพชาร์ทไฟไม่ติดก็คือแบตเสื่อม สภาพ และเมื่อตรวจสอบเราจะเห็นว่าแบตเตอรี่บวม ซึ่งเช่นเดียวกับกับแบตเตอรี่รถยนต์  โดยสาเหตุของแบตเตอรี่บวมสามารถจำแนกได้ ดังนี้.

อันดับแรก  น้ำกลั่นตัวดี ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

 

2bdf แบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น หรือกึ่งแห้ง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่แบบนี้กันก่อน เพราะ โดยปกติแบตเตอรี่แบบนี้จะมีแผ่นธาตุที่อยู่ภายใน เมื่อเติมน้ำกลั่นลงไปแผ่นธาตุที่อยู่ภายในแบตเตอรี่จะเกิดอาการบิดตัว และแตกร่วงซ้อนกันลงมา ไม่ยกเว้นว่าจะถูกใช้งานมานานมากน้อยเพียงใดก็ตาม  ซึ่งด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้แบตเตอรี่บวมและเก็บไฟไม่อยู่ และ แบตเตอรี่นั้นได้ถูกใช้งานมานานเกินกว่า 1ปี 6 เดือน แล้ว จึงเกิดอาการบวม ซึ่งหมดสภาพใช้งานแล้ว

 

อันดับที่สอง    Under Charge ที่เราควรรู้จัก

หากใช้แบตเตอรี่มาเพียง 2-6 เดือน  แล้วเกิดอาการบวม ซึ่งสาเหตุเกิดจากไดชาร์จ ผลิตกระแสไฟให้กับระบบรถยนต์ไม่เพียงพอ และมีกำลังกระแสไฟเหลือน้อยกว่า 13.6 โวลต์ ซึ่งเป็นกระแสไฟที่ต้องไหลกลับไปชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ โดยอาการแบบนี้ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า Under Charge ซึ่งเป็นอาการที่ไดชาร์จจ่ายไฟน้อยกว่าหรือต่ำกว่า 13.6 โวลต์ แล้วทำให้แบตเตอรี่บวม  เนื่องจากในการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่แต่ละครั้ง จะต้องมีกระแสไฟเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่สูงกว่ากระแสไฟที่อยู่ในแบตเตอรี่อยู่แล้ว 1 โวลต์เสมอ (ตัวแบตเตอรี่โดยทั่วไปสำหรับรถยนต์ จะมีไฟอยู่ที่ 12.6 โวลต์) เพราะฉะนั้น หากไฟที่ส่งเข้าสู่แบตเตอรี่ต่ำเกินไป จะเกิดการสะสมของขี้เกลือไปเกาะตัวอยู่ที่แผ่นธาตุที่อยู่ข้างใน ของแบตเตอรี่ โดยภาษาช่างเขาเรียกกันว่า  คราบซัลเฟต  ซึ่งคราบนี้จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไฟไม่ให้การชาร์จแบตทำได้ง่าย หรือ กล่าวกันง่ายๆ แบบบ้านๆ คือ ไอ้เจ้าขี้เกลือที่เกาะอยู่ที่แผ่นธาตุไปปิดกั้นให้ไฟเดินเข้าสู่แบตเตอรี่ นั่นเอง  ดังนั้น เมื่อเกลือพอกเยอะๆ ไฟชาร์จไม่เข้า แบตเตอรี่ก็บวม ในที่สุด

2.ดูที่วันที่ในการติดตั้งแบตเตอรี่

เป็นอีกวิธีที่ทำสามารถทำได้เองอย่างง่าย  ซึ่งหากเราสังเกตจะเห็นว่า ทำไมศูนย์รถยนต์ถึงได้แนะนำให้รถยนต์ต้องเข้ารับการตรวจสภาพทุก 1 ปี หรือโดยเฉลี่ยทุก 20,000 กิโลเมตร  นั่นเพราะ ทุกระยะการใช้งาน มักจะเกิดความเสื่อมนั่นเอง ดังนั้นแบตเตอรี่ก็มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกัน ซึ่งเราควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อถึงเวลา หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติว่าเราใช้รถยนต์ที่เราซื้อมาทุกวัน เฉลี่ยวันละ 50 กิโลเมตร จะทำให้เราใช้รถไปได้ถึง 60,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ปี 8 เดือน  สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่น   โดยมีเงื่อนไขว่าใช้ในสภาวะรถติด เพราะรถติด ทำให้ใช้เบรกบ่อย ไฟติด กินพลังงานจากแบตเตอรี่  (แบตเตอรี่ที่ใช้ต้องเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานที่มีขนาดแอมป์รองรับกับขนาดของเครื่องยนต์นั้นๆ ได้ อย่างเหมาะสม  และหากเป็นรถยนต์ยุโรป ใช้งานภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะต้องใช้รถยนต์ได้โดยประมาณ 2ปี 6เดือน หรือประมาณ 70,000 กิโลเมตร   จึงจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ บวม และต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่

IMG_3496bfree

  1. แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีสถานะตาแมวบนแบตเตอรี่

หากแบตเตอรี่ที่เราใช้งาน ไม่เข้าข่ายทั้ง 2 ข้อข้างต้น   สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะเกิดจากเปิดไฟภายในและภายนอกรถยนต์ ทิ้งเอาไว้นั่นเอง     วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่สังเกตสถานะตาแมวที่เกิดอยู่บนแบตเตอรี่นั่นเอง หากตาแมวมีสีขาว มักเกิดกับแบตเตอรี่ยี่ห้อ GS, 3K และ Panasonic หมายความว่า แบตเตอรี่แค่ไฟหมด เพียงชาร์จก็ใช้งานได้ตามปกติแล้ว  หากเป็นยี่ห้อ Puma และ Bosch ตาแมวจะมีสถานะสีดำหมายความว่า  แบตเตอรี่ไฟหมดเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีความหมายแสดงสถานะตาแมวที่ติดอยู่บนฉลากให้ผู้ใช้งานแบตเตอรี่อย่างเราๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมกันได้ด้วยตนเอง

เห็นไหมว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่ช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ เราก็สามารถเรียนรู้เรื่องแบตเตอรี่ และสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียทั้งเงิน และเวลาโดยใช่เหตุ

 

 

Comments are Disabled