ความรู้เรื่องยางรถยนต์

 

tyres

ว่าด้วยเรื่องของยางเป็นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆได้อย่างปลอดภัยและสมถณะในการขับเคลื่อนต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับ ลักษณะและชนิดของยางที่มากับตัวรถหรือที่เราเปลี่ยนนั่นเอง ว่าจะเป็นยางในลักษณะไหนเหมาะกับถนนและรถยนต์แบบไหน

inches (1 inch = 2.54 cm). 175 คือ ความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร 65 คือ ความสูงของแก้มยาง เท่ากับ 75% ของความกว้างหน้ายาง R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด 15 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ หน่วยเป็นนิ้ว

honda city : 175/65 R15

MG 6 : 215/55 R16

Toyota corolla altis : 205/55 R16

 

คุณสมบัติ 4 ประการของยาง คือ 1.รับน้ำหนักรถยนต์และบรรทุก 2.การลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นถนน 3.การถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนลงสู่พื้นถนน 4.การทำให้รถเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ

ปัจจุบันจึงได้มีการคิดค้นยางรถยนต์ให้มีความคงทนและสวยงาม โดยมีโครงสร้างสำคัญดังนี้

tyres2

  • เนื้อยางชั้นนอกสุดที่มีหน้าที่ในการสัมผัสกับถนนโดยตรง
  • ในชั้นถัดมาเป็นผ้าใบที่ใช้เสริมความแข็งแรง
  • เข็มขัดรัดหน้ายาง
  • โครงของยางรถยนต์ โดยในปัจจุบันโครงของยางจะ แบ่งเป็น โครงยางแบบเส้นลวด(ยางเรเดียล) และโครงยางแบบผ้าใบ ซึ่งในปัจจุบัน รถยนต์นั่งหรือปิกอัพ 1 ตัน จะเป็นยางเรเดียล ทั้งหมดแล้ว
  • ส่วนที่สำคัญส่วนสุดท้ายคือ ขอของยางนั่นเอง

ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวนี้จะเป็นการแยกผลิต แล้วนำมารวมเป็นยางรถยนต์หนึ่งวง ซึ่งโดยปกติแล้วถ้ามองจากภายนอกจะไม่ทราบเลยว่ายางมีโครงสร้างหลายชั้นขนาดนี้ แต่ผู้ใช้ก็สามารถเห็นหรือสัมผัสด้วยโดยตรงก็จะเป็นในส่วนของดอกยางและความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างกันไปเช่น

tyres3

  • ดอกยางแบบ ไม่สมมาตร(Symmetrical) จะเป็นหน้าหน้างยางที่มีดอกเหมือนกัน ในลักษณะนี้จะทำให้รถมีความนุ่ม และ สามารถสลับยางได้ง่าย
  • ดอกยางแบบ  สมมาตร(Asymmetrical) เป็นดอกยางที่แตกต่างกัน จะเน้นประสิทธิภาพในการขับขี่แบบเฉพาะ และ ยึดเกาะถนนดียิ่งขึ้น เหมาะกับการเข้าโค้งความเร็วสูง
  • ดอกยางแบบกำหนดทิศทางการหมุน ของดอกยาง (Uni-direction) ที่จะมีลักษณะหมุนหรือชี้ไปทางทิศเดียวกัน ทำให้ประสิทธิภาพ ในการรีดน้ำ ควบคุมการทรงตัว และ การขับขี่ความเร็วสูงได้ดี แต่ก็จะมีความยุ่งยากในการสลับยางเพราะ ถ้าหากใส่ผิดทิศ ก็จะส่งผลต่อการขับขี่ที่แย่ลง

 

สำหรับยางใหม่ควรตรวจเช็กลมยางให้บ่อยกว่าปกติ ในช่วง 3,000 กิโลแรก เนื่องจากในช่วงแรกโครงสร้างยาง ในช่วงนี้จะมีการขยายตัว จึงทำให้ความดันลมยางลดลง และยังเพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว และแกะวาล์ว

ในเรื่องของการสลับยาง ที่จะช่วยให้มีการสึกหรอของยาง เท่าๆกัน โดยปกติยางเรเดียล จะสลับในทุกๆ10,000 กิโลเมตร และยางผ้าใบจะสลับทุกๆ5,000 กิโลเมตร และควรตรวจเช็กบำรุงรักษาระบบช่วงล่างของรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรร์อยู่เสมอ ควรตรวจสอบศูนย์ล้อให้เหมาะกับมาตราฐานของรถยนต์ โดยวิธีการตรวจสอบด้วยตัวเอง ว่าศูนย์ของล้อยังปกติอยู่มั้ย สังเกตง่ายๆ เวลาเลี้ยวที่ 90 องศา ให้เราดูการคืนของพวงมาลัยว่าเป็นปกติหรือไม่ ถ้าเราต้องดึงกลับเอง แสดงว่าศูนย์ล้อไม่ปกติ

ส่วนของความดันยางรถยนต์

tyres4

  • ถ้าลมยางน้อยหรืออ่อนเกินไป(Under inflation) จะทำให้สึกหรอบริเวณไหล่ยาง ทำให้โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาดหรือหักได้
  • ถ้าลมยางมากไป(Over inflation) จะสึกหรอ บริเวณหน้ายาง ทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย การเกาะถนนลดน้อยลง และ ถ้าถูกกระแทกหรือถูกตำ โครงยางจะระเบิดได้ง่าย เพราะความยืดหยุ่นน้อย และความนุ่มนวล ลดลง

tyres5

ปกติจะมีหมายเลขแจ้งบอกขนาดยางและอัตราลมยางด้านหน้า-ด้านหลัง ที่กำนดมาให้ ส่วนใหญ่หน่วยจะกำหมดมาเป็นปอนด์(PSI : ปอนด์/ตารางนิ้ว) แต่เวลาเติมลมยางหลังควรเพิ่มจากเลขที่หนดไว้ประมาณ 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว หากรถเก๋งที่ต้องขับด้วยความเร็วสูงในระยะทางไกล ให้เติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ เพื่อการคืนตัวของยางจะเร็วมากขึ้น และไม่เสียรูปทรงของยาง

 

Comments are Disabled