10 สัญญาณเตือนภัยของรถคุณ

ปัจจุบัน รถยนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งราคารถยนต์ที่สามารถเอื้อมถึงได้ ทำให้คนส่วนใหญ่มีรถยนต์เอาไว้ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสำหรับคนส่วนมาก อาจใช้รถเพียงเพื่อขับไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน หรือบางคนก็ขับไปไกล ๆ ถึงต่างจังหวัด ซึ่งหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสุภาพสตรี มักชอบขับรถเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ทันได้เอาใจใส่ว่ารถของตนเองนั้นมีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของผู้ที่ไม่ค่อยสะดวกจะนำรถไปตรวจเช็คสภาพก่อนออกเดินทาง วันนี้เรามีวิธีการตรวจเช็ครถ หรือการสังเกตสิ่งผิดปกติเบื้องต้นของรถคุณมาฝากกันค่ะ ค้นหาทุกโชว์รูมทั่วประเทศ

article1

1.สัญญาณจากเครื่องยนต์

แน่นอนว่าเครื่องยนต์ก็คือหัวใจของรถ หากเครื่องยนต์มีอาการดังต่อไปนี้ เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการ

  • เครื่องยนต์ร้อนเกินไป เมื่อขับไปได้ระยะทางไม่ไกลนัก กลับพบว่าความร้อนขึ้นสูงผิดปกติ
  • เครื่องยนต์เย็นเกินไป  หากคุณขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว แต่เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่ขยับ
  • มีเสียงดังที่ผิดปกติออกมาจากเครื่องยนต์

 

article2

2.การสึกหรอของยาง

การสึกหรอของดอกยางในแบบต่าง ๆ สามารถบอกเราได้ว่ายางผิดปกติอย่างไรบ้าง หากดอกยางมีลักษณะดังต่อไปนี้ เจ้าของรถควรนำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางเสียใหม่

  • ดอกยางตรงกลางล้อ เกิดการสึกหรอมากกว่าตรงขอบล้อ แสดงว่าเติมลมแข็งมากเกินไป
  • ดอกยางขอบล้อสึกหรอมากกว่าตรงกลางล้อ แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
  • ดอกยางเกิดการสึกหรอข้างใดข้างหนึ่งไม่เท่ากน แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
  • ดอกยางมีลักษณะเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถยนต์

3.พวงมาลัยรถยนต์

หากพวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะส่งผลให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้าย เกิดการชำรุดตามไปด้วย เจ้าของรถควรนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการ

  • พวงมาลัยหนักผิดปกติ ต้องใช้แรงมากกว่าปกติในการบังคับเลี้ยว
  • พวงมาลัยหลวมเกินไป มีระยะฟรีมากกว่า 1 นิ้ว
  • พวงมาลัยเกิดการสั่นในขณะขับรถ

article3

4.เกียร์

ในส่วนของเกียร์จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหา เจ้าของรถควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์ได้แก่

  • มีเสียงดังเกิดขึ้นทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
  • เปลี่ยนเกียร์ยากผิดปกติ มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่เป็นเวลานาน
  • เกิดเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆ ที่ทำการเหยียบคลัตช์แล้ว
  • ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา

5.คลัตช์

หากคลัตช์มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ ซึ่งอันตรายมาก หากคลัตช์มีอาการเหล่านี้ ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการ

  • คลัตช์ลื่น ไม่สามารถเข้าคลัตช์ได้สนิท หรือเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์แล้ว ก็ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
  • คลัตช์มีเสียงดังเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์
  • แป้นคลัตช์มีอาการสั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับรถ

6.เบรก

เป็นจุดที่สำคัญที่ต้องตรวจเช็ค หากพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกหรือให้ศูนย์บริการดำเนินการแก้ไขโดยทันที เพราะถ้าหากเบรกชำรุด จะนำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด อาการผิดปกติที่เกิดกับเบรก ได้แก่

  • เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้ว่าจะไม่ได้ลุยน้ำก็ตาม
  • เมื่อเหยียบเบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
  • เมื่อถอนเท้าออกจากแป้นเบรก ก็ยังจมลึกลงไป

7.หลอดไฟต่างๆ

หากหลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยอยู่บ่อยครั้ง แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า “regulator” ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมเกิดการชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่

8.ไฟชาร์จ

ไฟชาร์จควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราทำการสตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทเครื่องติดแล้ว สักครู่หนึ่งไฟชาร์จก็จะดับลงไปเอง แต่ถ้าหากไฟชาร์จไม่สว่าง หรือว่าสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจมีสาเหตุมาจากไดชาร์จผิดปกติ หรือว่าสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้  ควรรีบนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการ เพื่อตรวจสอบไดชาร์จหรือระบบไฟ

article4

9.ระบบน้ำมันหล่อลื่น

หากสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับรถยนต์ หมายถึงเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น ให้รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที

10.สัญญาณเตือนต่าง ๆ

นอกจากสัญญาณเตือนต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้ว เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยอาศัยประสาทสัมผัสของเราเอง ได้แก่ การมองเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับด้วยตนเอง หากสังเกตพบสิ่งผิดปกติในข้างต้น ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าเดิม

ผู้ใช้รถยนต์เป็นประจำ ควรที่จะสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประจำนะคะ จะได้ทำการแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมทีละเยอะ ๆ และเพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทางด้วยค่ะ

ความรู้เรื่องยางรถยนต์

 

tyres

ว่าด้วยเรื่องของยางเป็นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆได้อย่างปลอดภัยและสมถณะในการขับเคลื่อนต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับ ลักษณะและชนิดของยางที่มากับตัวรถหรือที่เราเปลี่ยนนั่นเอง ว่าจะเป็นยางในลักษณะไหนเหมาะกับถนนและรถยนต์แบบไหน

inches (1 inch = 2.54 cm). 175 คือ ความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร 65 คือ ความสูงของแก้มยาง เท่ากับ 75% ของความกว้างหน้ายาง R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด 15 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ หน่วยเป็นนิ้ว

honda city : 175/65 R15

MG 6 : 215/55 R16

Toyota corolla altis : 205/55 R16

 

คุณสมบัติ 4 ประการของยาง คือ 1.รับน้ำหนักรถยนต์และบรรทุก 2.การลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นถนน 3.การถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนลงสู่พื้นถนน 4.การทำให้รถเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ

ปัจจุบันจึงได้มีการคิดค้นยางรถยนต์ให้มีความคงทนและสวยงาม โดยมีโครงสร้างสำคัญดังนี้

tyres2

  • เนื้อยางชั้นนอกสุดที่มีหน้าที่ในการสัมผัสกับถนนโดยตรง
  • ในชั้นถัดมาเป็นผ้าใบที่ใช้เสริมความแข็งแรง
  • เข็มขัดรัดหน้ายาง
  • โครงของยางรถยนต์ โดยในปัจจุบันโครงของยางจะ แบ่งเป็น โครงยางแบบเส้นลวด(ยางเรเดียล) และโครงยางแบบผ้าใบ ซึ่งในปัจจุบัน รถยนต์นั่งหรือปิกอัพ 1 ตัน จะเป็นยางเรเดียล ทั้งหมดแล้ว
  • ส่วนที่สำคัญส่วนสุดท้ายคือ ขอของยางนั่นเอง

ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวนี้จะเป็นการแยกผลิต แล้วนำมารวมเป็นยางรถยนต์หนึ่งวง ซึ่งโดยปกติแล้วถ้ามองจากภายนอกจะไม่ทราบเลยว่ายางมีโครงสร้างหลายชั้นขนาดนี้ แต่ผู้ใช้ก็สามารถเห็นหรือสัมผัสด้วยโดยตรงก็จะเป็นในส่วนของดอกยางและความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างกันไปเช่น

tyres3

  • ดอกยางแบบ ไม่สมมาตร(Symmetrical) จะเป็นหน้าหน้างยางที่มีดอกเหมือนกัน ในลักษณะนี้จะทำให้รถมีความนุ่ม และ สามารถสลับยางได้ง่าย
  • ดอกยางแบบ  สมมาตร(Asymmetrical) เป็นดอกยางที่แตกต่างกัน จะเน้นประสิทธิภาพในการขับขี่แบบเฉพาะ และ ยึดเกาะถนนดียิ่งขึ้น เหมาะกับการเข้าโค้งความเร็วสูง
  • ดอกยางแบบกำหนดทิศทางการหมุน ของดอกยาง (Uni-direction) ที่จะมีลักษณะหมุนหรือชี้ไปทางทิศเดียวกัน ทำให้ประสิทธิภาพ ในการรีดน้ำ ควบคุมการทรงตัว และ การขับขี่ความเร็วสูงได้ดี แต่ก็จะมีความยุ่งยากในการสลับยางเพราะ ถ้าหากใส่ผิดทิศ ก็จะส่งผลต่อการขับขี่ที่แย่ลง

 

สำหรับยางใหม่ควรตรวจเช็กลมยางให้บ่อยกว่าปกติ ในช่วง 3,000 กิโลแรก เนื่องจากในช่วงแรกโครงสร้างยาง ในช่วงนี้จะมีการขยายตัว จึงทำให้ความดันลมยางลดลง และยังเพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว และแกะวาล์ว

ในเรื่องของการสลับยาง ที่จะช่วยให้มีการสึกหรอของยาง เท่าๆกัน โดยปกติยางเรเดียล จะสลับในทุกๆ10,000 กิโลเมตร และยางผ้าใบจะสลับทุกๆ5,000 กิโลเมตร และควรตรวจเช็กบำรุงรักษาระบบช่วงล่างของรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรร์อยู่เสมอ ควรตรวจสอบศูนย์ล้อให้เหมาะกับมาตราฐานของรถยนต์ โดยวิธีการตรวจสอบด้วยตัวเอง ว่าศูนย์ของล้อยังปกติอยู่มั้ย สังเกตง่ายๆ เวลาเลี้ยวที่ 90 องศา ให้เราดูการคืนของพวงมาลัยว่าเป็นปกติหรือไม่ ถ้าเราต้องดึงกลับเอง แสดงว่าศูนย์ล้อไม่ปกติ

ส่วนของความดันยางรถยนต์

tyres4

  • ถ้าลมยางน้อยหรืออ่อนเกินไป(Under inflation) จะทำให้สึกหรอบริเวณไหล่ยาง ทำให้โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาดหรือหักได้
  • ถ้าลมยางมากไป(Over inflation) จะสึกหรอ บริเวณหน้ายาง ทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย การเกาะถนนลดน้อยลง และ ถ้าถูกกระแทกหรือถูกตำ โครงยางจะระเบิดได้ง่าย เพราะความยืดหยุ่นน้อย และความนุ่มนวล ลดลง

tyres5

ปกติจะมีหมายเลขแจ้งบอกขนาดยางและอัตราลมยางด้านหน้า-ด้านหลัง ที่กำนดมาให้ ส่วนใหญ่หน่วยจะกำหมดมาเป็นปอนด์(PSI : ปอนด์/ตารางนิ้ว) แต่เวลาเติมลมยางหลังควรเพิ่มจากเลขที่หนดไว้ประมาณ 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว หากรถเก๋งที่ต้องขับด้วยความเร็วสูงในระยะทางไกล ให้เติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ เพื่อการคืนตัวของยางจะเร็วมากขึ้น และไม่เสียรูปทรงของยาง

 

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ทริคเล็กๆ ง่ายนิดเดียว

 

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือเรื่องซ่อมแซมรถยนต์เลย โดยเฉพาะผู้หญิง หรือผู้ที่ซื้อรถยนต์แต่ไม่เคยศึกษาเรื่องรถยนต์มาก่อน ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่า ต้องเกิดเหตุการณ์อย่างไร หรือต้องตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ก่อนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น Ford new Ranger MG 3 Chevrolet new cruze หรือจะเป็นแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

อาการต่างๆ ที่เกิดกับรถยนต์ เช่นเครื่องยนต์ดับ สตาร์ทไม่ติด ผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักสันนิษฐาน มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จึงควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ และบางคนยังมีคำถามว่าแล้วแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ ดูได้จากอะไร ดูกันยังไง เพราะ หากเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว แต่อาการของเครื่องยนต์ที่สตาร์ทไม่ติดก็ไม่ได้หายไป จะทำอย่างไร คำถามต่างๆ มากมายเหล่านี้ ล้วนมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยศึกษาหรือรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย

ทริคเล็กๆ ที่ผู้เชียวชาญใช้ในการสังเกตว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อไหร่ หรือแบตเตอรี่เสื่อม หรือหมดสภาพ ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ทำได้ง่ายๆ แต่สำหรับเรา คนใช้รถก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้ร้านซ่อมรถยนต์หลอก แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมากเพียงเพราะแบตเตอรี่ เรามาดูกันว่าจะสังเกตอย่างไรให้รู้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม หรือควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เมื่อไหร่

prius

Cf photo Toyota prius

  1. ใช้มือตรวจสอบ

สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือการใช้อุปกรณ์หรือสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ช่วยในการตรวจสอบ วิธีการก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ ให้ใช้มือไปสัมผัสข้างๆของแบตเตอรี่รถยนต์ ขอเน้นนะว่าสัมผัส ลูบๆ คลำๆ นั่นแหละ ใช่เลย เพื่อตรวจสอบว่าไอ้เจ้าแบตเตอรี่ของเรามันบวมไหม เพราะหากบวม รถเราก็ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ ซึ่งช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 90% ของรถยนต์ที่สตาร์ทไม่ติด สาเหตุหรือความเป็นไปได้เกิดจากแบตเตอรี่เสื่อม ซึ่งหากแบตเสื่อมก็ต้องบวมอย่างแน่นอน ให้ลองจินตนาการถึงแบตโทรศัพท์สิ หากเสื่อมสภาพชาร์ทไฟไม่ติดก็คือแบตเสื่อม สภาพ และเมื่อตรวจสอบเราจะเห็นว่าแบตเตอรี่บวม ซึ่งเช่นเดียวกับกับแบตเตอรี่รถยนต์  โดยสาเหตุของแบตเตอรี่บวมสามารถจำแนกได้ ดังนี้.

อันดับแรก  น้ำกลั่นตัวดี ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

 

2bdf แบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น หรือกึ่งแห้ง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่แบบนี้กันก่อน เพราะ โดยปกติแบตเตอรี่แบบนี้จะมีแผ่นธาตุที่อยู่ภายใน เมื่อเติมน้ำกลั่นลงไปแผ่นธาตุที่อยู่ภายในแบตเตอรี่จะเกิดอาการบิดตัว และแตกร่วงซ้อนกันลงมา ไม่ยกเว้นว่าจะถูกใช้งานมานานมากน้อยเพียงใดก็ตาม  ซึ่งด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้แบตเตอรี่บวมและเก็บไฟไม่อยู่ และ แบตเตอรี่นั้นได้ถูกใช้งานมานานเกินกว่า 1ปี 6 เดือน แล้ว จึงเกิดอาการบวม ซึ่งหมดสภาพใช้งานแล้ว

 

อันดับที่สอง    Under Charge ที่เราควรรู้จัก

หากใช้แบตเตอรี่มาเพียง 2-6 เดือน  แล้วเกิดอาการบวม ซึ่งสาเหตุเกิดจากไดชาร์จ ผลิตกระแสไฟให้กับระบบรถยนต์ไม่เพียงพอ และมีกำลังกระแสไฟเหลือน้อยกว่า 13.6 โวลต์ ซึ่งเป็นกระแสไฟที่ต้องไหลกลับไปชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ โดยอาการแบบนี้ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า Under Charge ซึ่งเป็นอาการที่ไดชาร์จจ่ายไฟน้อยกว่าหรือต่ำกว่า 13.6 โวลต์ แล้วทำให้แบตเตอรี่บวม  เนื่องจากในการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่แต่ละครั้ง จะต้องมีกระแสไฟเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่สูงกว่ากระแสไฟที่อยู่ในแบตเตอรี่อยู่แล้ว 1 โวลต์เสมอ (ตัวแบตเตอรี่โดยทั่วไปสำหรับรถยนต์ จะมีไฟอยู่ที่ 12.6 โวลต์) เพราะฉะนั้น หากไฟที่ส่งเข้าสู่แบตเตอรี่ต่ำเกินไป จะเกิดการสะสมของขี้เกลือไปเกาะตัวอยู่ที่แผ่นธาตุที่อยู่ข้างใน ของแบตเตอรี่ โดยภาษาช่างเขาเรียกกันว่า  คราบซัลเฟต  ซึ่งคราบนี้จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไฟไม่ให้การชาร์จแบตทำได้ง่าย หรือ กล่าวกันง่ายๆ แบบบ้านๆ คือ ไอ้เจ้าขี้เกลือที่เกาะอยู่ที่แผ่นธาตุไปปิดกั้นให้ไฟเดินเข้าสู่แบตเตอรี่ นั่นเอง  ดังนั้น เมื่อเกลือพอกเยอะๆ ไฟชาร์จไม่เข้า แบตเตอรี่ก็บวม ในที่สุด

2.ดูที่วันที่ในการติดตั้งแบตเตอรี่

เป็นอีกวิธีที่ทำสามารถทำได้เองอย่างง่าย  ซึ่งหากเราสังเกตจะเห็นว่า ทำไมศูนย์รถยนต์ถึงได้แนะนำให้รถยนต์ต้องเข้ารับการตรวจสภาพทุก 1 ปี หรือโดยเฉลี่ยทุก 20,000 กิโลเมตร  นั่นเพราะ ทุกระยะการใช้งาน มักจะเกิดความเสื่อมนั่นเอง ดังนั้นแบตเตอรี่ก็มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกัน ซึ่งเราควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อถึงเวลา หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติว่าเราใช้รถยนต์ที่เราซื้อมาทุกวัน เฉลี่ยวันละ 50 กิโลเมตร จะทำให้เราใช้รถไปได้ถึง 60,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ปี 8 เดือน  สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่น   โดยมีเงื่อนไขว่าใช้ในสภาวะรถติด เพราะรถติด ทำให้ใช้เบรกบ่อย ไฟติด กินพลังงานจากแบตเตอรี่  (แบตเตอรี่ที่ใช้ต้องเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานที่มีขนาดแอมป์รองรับกับขนาดของเครื่องยนต์นั้นๆ ได้ อย่างเหมาะสม  และหากเป็นรถยนต์ยุโรป ใช้งานภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะต้องใช้รถยนต์ได้โดยประมาณ 2ปี 6เดือน หรือประมาณ 70,000 กิโลเมตร   จึงจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ บวม และต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่

IMG_3496bfree

  1. แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีสถานะตาแมวบนแบตเตอรี่

หากแบตเตอรี่ที่เราใช้งาน ไม่เข้าข่ายทั้ง 2 ข้อข้างต้น   สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะเกิดจากเปิดไฟภายในและภายนอกรถยนต์ ทิ้งเอาไว้นั่นเอง     วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่สังเกตสถานะตาแมวที่เกิดอยู่บนแบตเตอรี่นั่นเอง หากตาแมวมีสีขาว มักเกิดกับแบตเตอรี่ยี่ห้อ GS, 3K และ Panasonic หมายความว่า แบตเตอรี่แค่ไฟหมด เพียงชาร์จก็ใช้งานได้ตามปกติแล้ว  หากเป็นยี่ห้อ Puma และ Bosch ตาแมวจะมีสถานะสีดำหมายความว่า  แบตเตอรี่ไฟหมดเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีความหมายแสดงสถานะตาแมวที่ติดอยู่บนฉลากให้ผู้ใช้งานแบตเตอรี่อย่างเราๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมกันได้ด้วยตนเอง

เห็นไหมว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่ช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ เราก็สามารถเรียนรู้เรื่องแบตเตอรี่ และสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียทั้งเงิน และเวลาโดยใช่เหตุ

 

 

วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

 

คนที่มีรถยนต์และใช้รถยนต์กันอยู่ทุกวัน คงต้องการที่จะมีวิธีในการขับรถยนต์เพื่อช่วยในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และยังประหยัดน้ำมันไปด้วยในเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน เราอย่ารอช้าอยู่เลย ตามกันมาเลย มาดูวิธีประหยัดน้ำมันเพื่อรถของของคุณและข้อมูลรถยนต์ที่จำเป็นกับรถของคุณกัน

 

bmw

1. อุ่นเครื่องด้วยความเร็วต่ำดีที่สุด

หากเราต้องการให้ประหยัดน้ำมัน ควรใช้วิธีการอุ่นเครื่องด้วยด้วยความเร็วรอบต่ำ ประมาณ 1-2 กม. และไม่ควรอุ่นเครื่องอยู่กับที่นานๆ หรือหากต้องการอุ่นเครื่องอยู่กับที่ไม่ควรเกิน 1-3 นาที  และที่สำคัญไม่ควรเบิ้ลเครื่องยนต์ด้วย  เพื่อช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง หรือขับด้วยความเร็วรอบต่ำประมาณ 1 – 2 กม.  จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

2. ออกรถเบาๆ ค่อยๆเบรก ทั้งประหยัดและรักษาเครื่องยนต์


การออกสตาร์ทรถยนต์ ควรจะออกเบาๆ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และรักษาเครื่องยนต์ด้วย แต่หากออกรถแรงๆ กระชากดังเอี๊ยด ชนิดคนนั่งมาด้วยหัวคะมำ แล้วซ้ำด้วยเบรกกระทึบแรงๆ ทุกครั้ง รับรองว่ารถยนต์ของคุณซดน้ำมันเหมือนน้ำแกงเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์ยังจะพาลยับเยินตามไปด้วย

3. ขับธรรมดาๆ ตามกำลังเครื่องยนต์ ช่วยได้เยอะเลย

จริงๆ แล้ว การขับรถยนต์ที่ดี และมีมารยาทในการขับที่ได้ร่ำเรียนมาตามโรงเรียนสอนขับรถยนต์ทั้งหลาย นั่นคือ การขับด้วยความเร็วเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอ หรือในภาษาช่างเรียกว่าขับรถให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับของแรงบิดสูงสุดของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่งช่วงความเร็วที่เหมาะสมในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สุดคือ   60 – 80 กม./ ชม.

4. อย่าเบิ้ลเกียร์ดีที่สุด

หากใครที่รักรถยนต์จริงๆ จะรู้เลยว่า การเบิ้ลเกียร์ทั้งยามเกียร์ว่างและเปลี่ยนเกียร์  ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเลย แต่กลับทำให้ยิ่งกินน้ำมันเข้าไปใหญ่

images

5. ห้ามเลียคลัตซ์อย่างเด็ดขาด

สำหรับคนที่มีรถกระบะ หรือรถยนต์ที่มีคลัตซ์ทั้งหลาย ไม่ควรขับรถลากคลัตซ์ อย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่แผ่นคลัตซ์จะสึกง่าย และหากทำบ่อยๆ นอกจากส่งผลให้การส่งถ่ายกำลังของเครื่องยนต์ไม่สมบุรณ์แล้ว ยังทำให้แผ่นคลัตซ์มีอายุการใช้งานสั้นลงอีกด้วย

6. ควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ


อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า หากออกรถครั้งแรกควรออกด้วยเกียร์ต่ำทุกครั้ง นั่นคือเกียร์ 1 และไม่ควรขับลากเกียร์ เพราะเครื่องยนต์จะยิ่งซดน้ำมัน และหากขับรถด้วยความเร็วสูง ควรขับรถด้วยเกียร์สูง ซึ่งในการขับรถยนต์ที่ดีควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ ตามสภาพถนนและน้ำหนักที่บรรทุก

 

7. บรรทุกให้พอดี 

หากรถยนต์ที่เราขับสามารถบรรทุกได้ ควรที่จะบรรทุกให้พอดีกับน้ำหนักบรรทุกที่รถจะสามารรับไหว เพราะหากบรรทุกมากเกินไป นอกจากจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแล้ว ยังมีความเสี่ยงในการเกิดอันตรายในการขับขี่อีกด้วย

8. เปิดแอร์ให้เย็นพอดีๆ

เครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ควรปรับระดับความเย็นและความแรงของลมให้เหมาะสม เพราะหากเปิดแอร์และลมมากเกินไปจะยิ่งช่วยให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ต้องรับบทหนัก แล้วก็จะกินน้ำมันไปอย่างที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

9. จอดนานปิดเครื่องดีที่สุด


เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราต้องไปทำธุระต่างๆ แล้วเปิดเครื่องรถยนต์เอาไว้สำหรับผู้ที่อยู่บนรถยนต์ จะได้นั่งรอเย็นๆ โดยไม่ต้องออกไปนั่งร้อนรอด้านนอก แนะนำเลยว่า นั่นแหละตัวกินน้ำมันสุดๆ และยังช่วยเพิ่มมลภาวะเป็นพิษอีกต่างหาก และคุณสามารถอัพเดตราคาน้ำมันได้ที่เว็บไซต์ นี้

 

10. ก่อนเดินทางต้องวางแผน

ก่อนเดินทางเราต้องมีการวางแผนการเดินทางก่อนทุกครั้ง ยิ่งหากเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยิ่งต้องวางแผนการเดินทางเพื่อป้องกันรถติด และยังช่วยประหยัดน้ำมันด้วย ซึ่งการวางแผนการเดินทางนี้ จะช่วยให้เราถึงที่หมายได้เร็วขึ้น อย่างปลอดภัย

11. ตกแต่งรถยนต์ให้พอดี

อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ควรจะตกแต่งให้พอดี เพราะหากมากเกินไป นอกจากจะช่วยเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์แล้ว ยังมีอุปกรณ์บางอย่างที่ต้านลมในขณะที่รถกำลังแล่น ซึ่งเป็นเหตุให้สิ้นเพลิงน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย

12. ขับรถขึ้นเขา เน้นความปลอดภัยและเซฟตังค์ในกระเป๋า

ในการขับรถยนต์ขึ้นเขา ใครๆ ก็ทราบว่าอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติ ควรใช้เกียร์ต่ำในการไต่เขา เพราะรถยนต์จะมีกำลังเพียงพอในการไต่เขา และยังไม่กิน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย และที่สำคัญในการไต่เขาที่มีทั้งความชัน และหนทางซิกแซก จึงควรขับด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ เวลาเข้าเกียร์หรือเพิ่มความเร็วต้องทำอย่างละมุนละม่อม เพื่อป้องกันรถยนต์ส่ายหรือเสียหลัก

13. ขับรถลงเนิน ก็ต้องปลอดภัยเช่นกัน

การขับรถลงเขา สิ่งที่ไม่ควรทำนั่นคือ  อย่าลงด้วยเกียร์ว่างอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้รถไหลด้วยความเร็วสูง โดยที่ไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ก็มีอัตราเสี่ยงในการเกิดอันตรายน่ะซิ สิ่งที่พึงกระทำนั่นคือ ให้ใช้เกียร์ต่ำ แล้วค่อยๆ ปล่อยรถไหลลงตามรอบเครื่องยนต์ แล้วให้ควบคุมพวงมาลัยและความเร็วให้สัมพันธ์กับเกียร์  ซึ่งอาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่ก็สามารถทำได้ ซึ่งวิธีจะช่วยให้ทั้งประหยัดน้ำมัน และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณเอง ถ้าคุณต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ของคุณและวิธีการประหยัดน้ำมันมากกว่านี้ คุณสามารถค้นหาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และข่าวสารได้ที่นี่

 

imgres

เมื่อทราบกันแล้วก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ เพราะการรักษาเครื่องยนต์ และการประหยัดเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ นอกจากช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตังค์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย

มือใหม่หัดขับ ควรขับรถอย่างไร?

 

สำหรับมือใหม่หัดขับ เวลาขับรถออกถนนใหญ่ทีไร ก็มักจะตื่นเต้น กังวลจนบางครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเจอกับปัญหาต่างๆบนท้องถนน  วันนี้เรามีคำแนะนำในการขับขี่มาแนะนำเหล่ามือใหม่หัดขับทั้งหลายให้ขับขี่ได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

ขับรถ

  1. หาคนนั่งรถไปเป็นเพื่อน จะช่วยให้คุณลดความกังวลในกรณีฉุกเฉินและช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นในการขับขี่
  2. ปรับระยะห่างของเบาะนั่งและมุมเอนของพนักพิงให้ถูกต้อง ไม่ชิดไม่ห่างไม่เอนไม่ตั้งชันเกินไป
  3. พยายามใช้เบรกเมื่อต้องการหยุดรถเท่านั้น ควรใช้วิธีผ่อนคันเร่งแทนการแตะเบรกตลอดเวลาเมื่อต้องการชะลอรถ
  4. อย่าขับรถจี้จนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  5. ไม่ควรขับรถในเวลากลางคืนหรือขณะฝนตก ถนนลื่น
  6. ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวทุกครั้งเมื่อต้องการเลี้ยวและเปลี่ยนช่องทางจราจร
  7. ให้สัญญาณไฟฉุกเฉิน เมื่อต้องหยุดรถฉุกเฉิน
  8. ควรขับรถอยู่เลนกลาง จะปลอดภัยมากที่สุด เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุก็ยังหักพวงมาลัยรถหลบไปทางซ้ายและขวาได้
  9. ควรลดกระจกลงเวลาจอดรถ เพราะจะช่วยให้มองเห็นด้านหลังได้ชัดเจนขึ้น
  10. ควรศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาในการเดินทาง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำแนะนำในการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งนี้ผู้ขับขี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่หัดขับ ควรเข้าใจถึง มารยาท ในการขับรถเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆด้วย

วิธีการดูแลรถสีดำให้เงาวับฉ่ำสุดๆ

การดูแลรถสุดรักให้สีเงางามอย่างเช่น รถ Mercedes อยู่เสมอไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะรถสีดำที่มีฝุ่นจับนิดหน่อยก็เห็นรอย และรอยขนแมวก็เกิดขึ้นง่ายเสียเหลือเกิน เรามีเทคนิคในการดูแลสีรถมาบอกค่ะ

  1. เคลือบแก้ว – เคลือบฟิล์ม

หากเพิ่งออกรถใหม่ ลองพิจารณาการเคลือบแก้ว หรือ เคลือบฟิล์ม ซึ่งมีหลายราคาให้เลือกตามแต่งบประมาณ อาจจะราคาสูงสักหน่อย แต่คุ้มค่า เพราะจะช่วยลดรอยขีดข่วน ทำให้ฝุ่นไม่ค่อยจับรถของคุณด้วย

  1. ลงแว๊กซ์

ควรเลือกแว๊กซ์ที่ใช้เฉพาะสำหรับรถสีดำเท่านั้น การลงแว็กซ์ก็จะช่วยรักษาสีรถให้ฉ่ำสวยอยู่เสมอแต่ควรเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมด้วย เช่น POLISHANGEL® LA MISS Windsor Black 5 diamonds, Turtle Black Box, Chemical Guys BLACK Wax, Meguiars Black Wax เป็นต้น

การลงแว๊กซ์บ่อยๆ ทำให้สีฉ่ำสวยอยู่ทนนาน และช่วยลดรอยขนแมวด้วยนะหากรถเป็นรอยขนแมว

  1. การทำความสะอาดรถยนต์สีดำ อย่างเหมาะสม

รถสีดำเกิดรอยขนแมวง่ายมาก ดังนั้นการล้างรถควรทำดังนี้

– ไม่ควรปัดฝุ่นรถด้วยแปรง ไม้ขนไก่ หรือผ้า ควรใช้น้ำสะอาดล้างฝุ่นออกซักรอบก่อนที่จะทำความสะอาด

– เลือกแชมพูคุณภาพดีที่ไม่ทำร้ายสีรถยนต์

– เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วไม่ควรเช็ดรถด้วยผ้าแห้ง เพราะจะทำให้เกิดรอยขนแมว ต้องใช้ผ้าหมาดๆเช็ด แนะนำให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เพื่อถนอมสีรถ

  1. หากรถเป็นรอยขนแมว หรือรอยขีดข่วน ควรนำรถไปเข้ารับบริการขัด เคลือบสีบ้าง เพื่อไม่ให้ร่องรอยต่างๆมาทำร้ายความงามของรถสีดำของคุณ

เพราะรถสีดำ ต้องการการดูแลมากกว่ารถสีอื่นๆ 4 วิธีง่ายๆข้างต้นนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยให้รถสีดำของคุณเงาฉ่ำ ได้ไปอีกนานนะคะ