เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ทริคเล็กๆ ง่ายนิดเดียว

 

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ หรือเรื่องซ่อมแซมรถยนต์เลย โดยเฉพาะผู้หญิง หรือผู้ที่ซื้อรถยนต์แต่ไม่เคยศึกษาเรื่องรถยนต์มาก่อน ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่า ต้องเกิดเหตุการณ์อย่างไร หรือต้องตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ก่อนที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น Ford Everest Honda city Chevrolet cruze หรือจะเป็นแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง

อาการต่างๆ ที่เกิดกับรถยนต์ เช่นเครื่องยนต์ดับ สตาร์ทไม่ติด ผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักสันนิษฐาน มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จึงควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ และบางคนยังมีคำถามว่าแล้วแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ ดูได้จากอะไร ดูกันยังไง เพราะ หากเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว แต่อาการของเครื่องยนต์ที่สตาร์ทไม่ติดก็ไม่ได้หายไป จะทำอย่างไร คำถามต่างๆ มากมายเหล่านี้ ล้วนมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยศึกษาหรือรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย

ทริคเล็กๆ ที่ผู้เชียวชาญใช้ในการสังเกตว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อไหร่ หรือแบตเตอรี่เสื่อม หรือหมดสภาพ ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ทำได้ง่ายๆ แต่สำหรับเรา คนใช้รถก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้ร้านซ่อมรถยนต์หลอก แล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมากเพียงเพราะแบตเตอรี่ เรามาดูกันว่าจะสังเกตอย่างไรให้รู้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม หรือควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เมื่อไหร่

prius

Cf photo Toyota prius

  1. ใช้มือตรวจสอบ

สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือการใช้อุปกรณ์หรือสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ช่วยในการตรวจสอบ วิธีการก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ ให้ใช้มือไปสัมผัสข้างๆของแบตเตอรี่รถยนต์ ขอเน้นนะว่าสัมผัส ลูบๆ คลำๆ นั่นแหละ ใช่เลย เพื่อตรวจสอบว่าไอ้เจ้าแบตเตอรี่ของเรามันบวมไหม เพราะหากบวม รถเราก็ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ ซึ่งช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 90% ของรถยนต์ที่สตาร์ทไม่ติด สาเหตุหรือความเป็นไปได้เกิดจากแบตเตอรี่เสื่อม ซึ่งหากแบตเสื่อมก็ต้องบวมอย่างแน่นอน ให้ลองจินตนาการถึงแบตโทรศัพท์สิ หากเสื่อมสภาพชาร์ทไฟไม่ติดก็คือแบตเสื่อม สภาพ และเมื่อตรวจสอบเราจะเห็นว่าแบตเตอรี่บวม ซึ่งเช่นเดียวกับกับแบตเตอรี่รถยนต์  โดยสาเหตุของแบตเตอรี่บวมสามารถจำแนกได้ ดังนี้.

อันดับแรก  น้ำกลั่นตัวดี ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

 

2bdf แบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น หรือกึ่งแห้ง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่แบบนี้กันก่อน เพราะ โดยปกติแบตเตอรี่แบบนี้จะมีแผ่นธาตุที่อยู่ภายใน เมื่อเติมน้ำกลั่นลงไปแผ่นธาตุที่อยู่ภายในแบตเตอรี่จะเกิดอาการบิดตัว และแตกร่วงซ้อนกันลงมา ไม่ยกเว้นว่าจะถูกใช้งานมานานมากน้อยเพียงใดก็ตาม  ซึ่งด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้แบตเตอรี่บวมและเก็บไฟไม่อยู่ และ แบตเตอรี่นั้นได้ถูกใช้งานมานานเกินกว่า 1ปี 6 เดือน แล้ว จึงเกิดอาการบวม ซึ่งหมดสภาพใช้งานแล้ว

 

อันดับที่สอง    Under Charge ที่เราควรรู้จัก

หากใช้แบตเตอรี่มาเพียง 2-6 เดือน  แล้วเกิดอาการบวม ซึ่งสาเหตุเกิดจากไดชาร์จ ผลิตกระแสไฟให้กับระบบรถยนต์ไม่เพียงพอ และมีกำลังกระแสไฟเหลือน้อยกว่า 13.6 โวลต์ ซึ่งเป็นกระแสไฟที่ต้องไหลกลับไปชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ โดยอาการแบบนี้ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า Under Charge ซึ่งเป็นอาการที่ไดชาร์จจ่ายไฟน้อยกว่าหรือต่ำกว่า 13.6 โวลต์ แล้วทำให้แบตเตอรี่บวม  เนื่องจากในการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่แต่ละครั้ง จะต้องมีกระแสไฟเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่สูงกว่ากระแสไฟที่อยู่ในแบตเตอรี่อยู่แล้ว 1 โวลต์เสมอ (ตัวแบตเตอรี่โดยทั่วไปสำหรับรถยนต์ จะมีไฟอยู่ที่ 12.6 โวลต์) เพราะฉะนั้น หากไฟที่ส่งเข้าสู่แบตเตอรี่ต่ำเกินไป จะเกิดการสะสมของขี้เกลือไปเกาะตัวอยู่ที่แผ่นธาตุที่อยู่ข้างใน ของแบตเตอรี่ โดยภาษาช่างเขาเรียกกันว่า  คราบซัลเฟต  ซึ่งคราบนี้จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไฟไม่ให้การชาร์จแบตทำได้ง่าย หรือ กล่าวกันง่ายๆ แบบบ้านๆ คือ ไอ้เจ้าขี้เกลือที่เกาะอยู่ที่แผ่นธาตุไปปิดกั้นให้ไฟเดินเข้าสู่แบตเตอรี่ นั่นเอง  ดังนั้น เมื่อเกลือพอกเยอะๆ ไฟชาร์จไม่เข้า แบตเตอรี่ก็บวม ในที่สุด

2.ดูที่วันที่ในการติดตั้งแบตเตอรี่

เป็นอีกวิธีที่ทำสามารถทำได้เองอย่างง่าย  ซึ่งหากเราสังเกตจะเห็นว่า ทำไมศูนย์รถยนต์ถึงได้แนะนำให้รถยนต์ต้องเข้ารับการตรวจสภาพทุก 1 ปี หรือโดยเฉลี่ยทุก 20,000 กิโลเมตร  นั่นเพราะ ทุกระยะการใช้งาน มักจะเกิดความเสื่อมนั่นเอง ดังนั้นแบตเตอรี่ก็มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกัน ซึ่งเราควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อถึงเวลา หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติว่าเราใช้รถยนต์ที่เราซื้อมาทุกวัน เฉลี่ยวันละ 50 กิโลเมตร จะทำให้เราใช้รถไปได้ถึง 60,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ปี 8 เดือน  สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่น   โดยมีเงื่อนไขว่าใช้ในสภาวะรถติด เพราะรถติด ทำให้ใช้เบรกบ่อย ไฟติด กินพลังงานจากแบตเตอรี่  (แบตเตอรี่ที่ใช้ต้องเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานที่มีขนาดแอมป์รองรับกับขนาดของเครื่องยนต์นั้นๆ ได้ อย่างเหมาะสม  และหากเป็นรถยนต์ยุโรป ใช้งานภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จะต้องใช้รถยนต์ได้โดยประมาณ 2ปี 6เดือน หรือประมาณ 70,000 กิโลเมตร   จึงจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ บวม และต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่

IMG_3496bfree

  1. แบตเตอรี่รถยนต์ที่มีสถานะตาแมวบนแบตเตอรี่

หากแบตเตอรี่ที่เราใช้งาน ไม่เข้าข่ายทั้ง 2 ข้อข้างต้น   สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะเกิดจากเปิดไฟภายในและภายนอกรถยนต์ ทิ้งเอาไว้นั่นเอง     วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่สังเกตสถานะตาแมวที่เกิดอยู่บนแบตเตอรี่นั่นเอง หากตาแมวมีสีขาว มักเกิดกับแบตเตอรี่ยี่ห้อ GS, 3K และ Panasonic หมายความว่า แบตเตอรี่แค่ไฟหมด เพียงชาร์จก็ใช้งานได้ตามปกติแล้ว  หากเป็นยี่ห้อ Puma และ Bosch ตาแมวจะมีสถานะสีดำหมายความว่า  แบตเตอรี่ไฟหมดเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีความหมายแสดงสถานะตาแมวที่ติดอยู่บนฉลากให้ผู้ใช้งานแบตเตอรี่อย่างเราๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมกันได้ด้วยตนเอง

เห็นไหมว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่ช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ เราก็สามารถเรียนรู้เรื่องแบตเตอรี่ และสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียทั้งเงิน และเวลาโดยใช่เหตุ

 

 

วิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมัน ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

 

คนที่มีรถยนต์และใช้รถยนต์กันอยู่ทุกวัน คงต้องการที่จะมีวิธีในการขับรถยนต์เพื่อช่วยในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และยังประหยัดน้ำมันไปด้วยในเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน เราอย่ารอช้าอยู่เลย ตามกันมาเลย มาดูวิธีประหยัดน้ำมันเพื่อรถของของคุณและข้อมูลรถยนต์ที่จำเป็นกับรถของคุณกัน

 

bmw

1. อุ่นเครื่องด้วยความเร็วต่ำดีที่สุด

หากเราต้องการให้ประหยัดน้ำมัน ควรใช้วิธีการอุ่นเครื่องด้วยด้วยความเร็วรอบต่ำ ประมาณ 1-2 กม. และไม่ควรอุ่นเครื่องอยู่กับที่นานๆ หรือหากต้องการอุ่นเครื่องอยู่กับที่ไม่ควรเกิน 1-3 นาที  และที่สำคัญไม่ควรเบิ้ลเครื่องยนต์ด้วย  เพื่อช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง หรือขับด้วยความเร็วรอบต่ำประมาณ 1 – 2 กม.  จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

2. ออกรถเบาๆ ค่อยๆเบรก ทั้งประหยัดและรักษาเครื่องยนต์


การออกสตาร์ทรถยนต์ ควรจะออกเบาๆ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และรักษาเครื่องยนต์ด้วย แต่หากออกรถแรงๆ กระชากดังเอี๊ยด ชนิดคนนั่งมาด้วยหัวคะมำ แล้วซ้ำด้วยเบรกกระทึบแรงๆ ทุกครั้ง รับรองว่ารถยนต์ของคุณซดน้ำมันเหมือนน้ำแกงเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์ยังจะพาลยับเยินตามไปด้วย

3. ขับธรรมดาๆ ตามกำลังเครื่องยนต์ ช่วยได้เยอะเลย

จริงๆ แล้ว การขับรถยนต์ที่ดี และมีมารยาทในการขับที่ได้ร่ำเรียนมาตามโรงเรียนสอนขับรถยนต์ทั้งหลาย นั่นคือ การขับด้วยความเร็วเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอ หรือในภาษาช่างเรียกว่าขับรถให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับของแรงบิดสูงสุดของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่งช่วงความเร็วที่เหมาะสมในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สุดคือ   60 – 80 กม./ ชม.

4. อย่าเบิ้ลเกียร์ดีที่สุด

หากใครที่รักรถยนต์จริงๆ จะรู้เลยว่า การเบิ้ลเกียร์ทั้งยามเกียร์ว่างและเปลี่ยนเกียร์  ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเลย แต่กลับทำให้ยิ่งกินน้ำมันเข้าไปใหญ่

images

5. ห้ามเลียคลัตซ์อย่างเด็ดขาด

สำหรับคนที่มีรถกระบะ หรือรถยนต์ที่มีคลัตซ์ทั้งหลาย ไม่ควรขับรถลากคลัตซ์ อย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่แผ่นคลัตซ์จะสึกง่าย และหากทำบ่อยๆ นอกจากส่งผลให้การส่งถ่ายกำลังของเครื่องยนต์ไม่สมบุรณ์แล้ว ยังทำให้แผ่นคลัตซ์มีอายุการใช้งานสั้นลงอีกด้วย

6. ควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ


อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า หากออกรถครั้งแรกควรออกด้วยเกียร์ต่ำทุกครั้ง นั่นคือเกียร์ 1 และไม่ควรขับลากเกียร์ เพราะเครื่องยนต์จะยิ่งซดน้ำมัน และหากขับรถด้วยความเร็วสูง ควรขับรถด้วยเกียร์สูง ซึ่งในการขับรถยนต์ที่ดีควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ ตามสภาพถนนและน้ำหนักที่บรรทุก

 

7. บรรทุกให้พอดี 

หากรถยนต์ที่เราขับสามารถบรรทุกได้ ควรที่จะบรรทุกให้พอดีกับน้ำหนักบรรทุกที่รถจะสามารรับไหว เพราะหากบรรทุกมากเกินไป นอกจากจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแล้ว ยังมีความเสี่ยงในการเกิดอันตรายในการขับขี่อีกด้วย

8. เปิดแอร์ให้เย็นพอดีๆ

เครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ควรปรับระดับความเย็นและความแรงของลมให้เหมาะสม เพราะหากเปิดแอร์และลมมากเกินไปจะยิ่งช่วยให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ต้องรับบทหนัก แล้วก็จะกินน้ำมันไปอย่างที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

9. จอดนานปิดเครื่องดีที่สุด


เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราต้องไปทำธุระต่างๆ แล้วเปิดเครื่องรถยนต์เอาไว้สำหรับผู้ที่อยู่บนรถยนต์ จะได้นั่งรอเย็นๆ โดยไม่ต้องออกไปนั่งร้อนรอด้านนอก แนะนำเลยว่า นั่นแหละตัวกินน้ำมันสุดๆ และยังช่วยเพิ่มมลภาวะเป็นพิษอีกต่างหาก และคุณสามารถอัพเดตราคาน้ำมันได้ที่เว็บไซต์ นี้

 

10. ก่อนเดินทางต้องวางแผน

ก่อนเดินทางเราต้องมีการวางแผนการเดินทางก่อนทุกครั้ง ยิ่งหากเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยิ่งต้องวางแผนการเดินทางเพื่อป้องกันรถติด และยังช่วยประหยัดน้ำมันด้วย ซึ่งการวางแผนการเดินทางนี้ จะช่วยให้เราถึงที่หมายได้เร็วขึ้น อย่างปลอดภัย

11. ตกแต่งรถยนต์ให้พอดี

อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ควรจะตกแต่งให้พอดี เพราะหากมากเกินไป นอกจากจะช่วยเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์แล้ว ยังมีอุปกรณ์บางอย่างที่ต้านลมในขณะที่รถกำลังแล่น ซึ่งเป็นเหตุให้สิ้นเพลิงน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย

12. ขับรถขึ้นเขา เน้นความปลอดภัยและเซฟตังค์ในกระเป๋า

ในการขับรถยนต์ขึ้นเขา ใครๆ ก็ทราบว่าอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติ ควรใช้เกียร์ต่ำในการไต่เขา เพราะรถยนต์จะมีกำลังเพียงพอในการไต่เขา และยังไม่กิน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย และที่สำคัญในการไต่เขาที่มีทั้งความชัน และหนทางซิกแซก จึงควรขับด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ เวลาเข้าเกียร์หรือเพิ่มความเร็วต้องทำอย่างละมุนละม่อม เพื่อป้องกันรถยนต์ส่ายหรือเสียหลัก

13. ขับรถลงเนิน ก็ต้องปลอดภัยเช่นกัน

การขับรถลงเขา สิ่งที่ไม่ควรทำนั่นคือ  อย่าลงด้วยเกียร์ว่างอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้รถไหลด้วยความเร็วสูง โดยที่ไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ก็มีอัตราเสี่ยงในการเกิดอันตรายน่ะซิ สิ่งที่พึงกระทำนั่นคือ ให้ใช้เกียร์ต่ำ แล้วค่อยๆ ปล่อยรถไหลลงตามรอบเครื่องยนต์ แล้วให้ควบคุมพวงมาลัยและความเร็วให้สัมพันธ์กับเกียร์  ซึ่งอาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่ก็สามารถทำได้ ซึ่งวิธีจะช่วยให้ทั้งประหยัดน้ำมัน และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณเอง ถ้าคุณต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ของคุณและวิธีการประหยัดน้ำมันมากกว่านี้ คุณสามารถค้นหาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และข่าวสารได้ที่นี่

 

imgres

เมื่อทราบกันแล้วก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ เพราะการรักษาเครื่องยนต์ และการประหยัดเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ นอกจากช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าตังค์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย

มือใหม่หัดขับ ควรขับรถอย่างไร?

 

สำหรับมือใหม่หัดขับ เวลาขับรถออกถนนใหญ่ทีไร ก็มักจะตื่นเต้น กังวลจนบางครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเจอกับปัญหาต่างๆบนท้องถนน  วันนี้เรามีคำแนะนำในการขับขี่มาแนะนำเหล่ามือใหม่หัดขับทั้งหลายให้ขับขี่ได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

ขับรถ

  1. หาคนนั่งรถไปเป็นเพื่อน จะช่วยให้คุณลดความกังวลในกรณีฉุกเฉินและช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นในการขับขี่
  2. ปรับระยะห่างของเบาะนั่งและมุมเอนของพนักพิงให้ถูกต้อง ไม่ชิดไม่ห่างไม่เอนไม่ตั้งชันเกินไป
  3. พยายามใช้เบรกเมื่อต้องการหยุดรถเท่านั้น ควรใช้วิธีผ่อนคันเร่งแทนการแตะเบรกตลอดเวลาเมื่อต้องการชะลอรถ
  4. อย่าขับรถจี้จนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  5. ไม่ควรขับรถในเวลากลางคืนหรือขณะฝนตก ถนนลื่น
  6. ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวทุกครั้งเมื่อต้องการเลี้ยวและเปลี่ยนช่องทางจราจร
  7. ให้สัญญาณไฟฉุกเฉิน เมื่อต้องหยุดรถฉุกเฉิน
  8. ควรขับรถอยู่เลนกลาง จะปลอดภัยมากที่สุด เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุก็ยังหักพวงมาลัยรถหลบไปทางซ้ายและขวาได้
  9. ควรลดกระจกลงเวลาจอดรถ เพราะจะช่วยให้มองเห็นด้านหลังได้ชัดเจนขึ้น
  10. ควรศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาในการเดินทาง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำแนะนำในการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งนี้ผู้ขับขี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่หัดขับ ควรเข้าใจถึง มารยาท ในการขับรถเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆด้วย

วิธีการดูแลรถสีดำให้เงาวับฉ่ำสุดๆ

การดูแลรถสุดรักให้สีเงางาม อยู่เสมอไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะรถสีดำที่มีฝุ่นจับนิดหน่อยก็เห็นรอย และรอยขนแมวก็เกิดขึ้นง่ายเสียเหลือเกิน เรามีเทคนิคในการดูแลสีรถมาบอกค่ะ

  1. เคลือบแก้ว – เคลือบฟิล์ม

หากเพิ่งออกรถใหม่ ลองพิจารณาการเคลือบแก้ว หรือ เคลือบฟิล์ม ซึ่งมีหลายราคาให้เลือกตามแต่งบประมาณ อาจจะราคาสูงสักหน่อย แต่คุ้มค่า เพราะจะช่วยลดรอยขีดข่วน ทำให้ฝุ่นไม่ค่อยจับรถของคุณด้วย

  1. ลงแว๊กซ์

ควรเลือกแว๊กซ์ที่ใช้เฉพาะสำหรับรถสีดำเท่านั้น การลงแว็กซ์ก็จะช่วยรักษาสีรถให้ฉ่ำสวยอยู่เสมอแต่ควรเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมด้วย เช่น POLISHANGEL® LA MISS Windsor Black 5 diamonds, Turtle Black Box, Chemical Guys BLACK Wax, Meguiars Black Wax เป็นต้น

การลงแว๊กซ์บ่อยๆ ทำให้สีฉ่ำสวยอยู่ทนนาน และช่วยลดรอยขนแมวด้วยนะหากรถเป็นรอยขนแมว

  1. การทำความสะอาดรถยนต์สีดำ อย่างเหมาะสม

รถสีดำเกิดรอยขนแมวง่ายมาก ดังนั้นการล้างรถควรทำดังนี้

– ไม่ควรปัดฝุ่นรถด้วยแปรง ไม้ขนไก่ หรือผ้า ควรใช้น้ำสะอาดล้างฝุ่นออกซักรอบก่อนที่จะทำความสะอาด

– เลือกแชมพูคุณภาพดีที่ไม่ทำร้ายสีรถยนต์

– เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วไม่ควรเช็ดรถด้วยผ้าแห้ง เพราะจะทำให้เกิดรอยขนแมว ต้องใช้ผ้าหมาดๆเช็ด แนะนำให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เพื่อถนอมสีรถ

  1. หากรถเป็นรอยขนแมว หรือรอยขีดข่วน ควรนำรถไปเข้ารับบริการขัด เคลือบสีบ้าง เพื่อไม่ให้ร่องรอยต่างๆมาทำร้ายความงามของรถสีดำของคุณ

เพราะรถสีดำ ต้องการการดูแลมากกว่ารถสีอื่นๆ 4 วิธีง่ายๆข้างต้นนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยให้รถสีดำของคุณเงาฉ่ำ ได้ไปอีกนานนะคะ